ในกระบวนการรูปแบบหรือขั้นตอนการเกิดโรคสิวในแต่ละประเภทนั้น จะขอไม่กล่าวถึงไปอ่านได้ในบทที่ผ่านๆมา เรามาเข้าเรื่องดีกว่า ยาปฏิชีวนะโดยการทา (Tropical Antibiotic) ที่ใช้รักษาสิว มี 3 ชนิดด้วยกันคือ1. Clindamycin (CL) เป็นที่นิยมกันมากหาซื้อได้ง่ายมีหลากหลายยี่ห้อในตลาด และราคาไม่แพง ที่ใช้ในการรักษาคือ CL1% in Hydroalcoholic Solution โดยทาวันละ 2 ครั้ง 2 เดือน ใช้รักษาสิวอักเสบอ่อนๆถึงปานกลาง (สิวตุ่มแดงและสิวตุ่มหนอง)
CL มีฤทธิลดจำนวนเชื้อ P.acnes ได้ 83% และลด Surface free fatty acids ได้ 100% ลด bacterial lipase ได้ 50% และลดรอยโรคสิวอักเสบได้ 25.6-58.4% ผลข้างเคียงคิดเป็น 5% ของผู้ป่วยที่มักจะเกิดการระคายเคือง2. Erythromycin (ER) ที่ใช้ในการรักษาคือ 2% in Hydroalcoholic Solution โดยทาวันละ 2 ครั้ง 2 เดือน ใช้รักษาสิวอักเสบอ่อนๆถึงปานกลาง (สิวตุ่มแดงและสิวตุ่มหนอง)
ER มีฤทธิลดจำนวนเชื้อ P.acnes ได้ 33% และลด Surface free fatty acids ได้ 100% ลด bacterial lipase ได้ 90% และลดรอยโรคสิวอักเสบได้ 32.0 -54.4% 3. Tetracycline (TC Hydrocholoride) TC.HCL 1% in Hydroalcoholic Solution โดยทาวันละ 2 ครั้ง 2 เดือน ใช้รักษาสิวอักเสบอ่อนๆถึงปานกลาง (สิวตุ่มแดงและสิวตุ่มหนอง) TC มีฤทธิลดจำนวนเชื้อ P.acnes ได้ 33% และลด Surface free fatty acids ได้ 100% ลด bacterial lipase ได้ 90% และลดรอยโรคสิวอักเสบได้ 24.9 -52.3% ผลเสียก่อให้เกิดการดื้อยาของบักเตรีชนิด Staphylococcus 100% และ P.acnes 33% อีกทั้งยังให้ผลระคายเคือง
แพทย์ควรได้อธิบายให้ผู้ป่วยสิวทราบถึงสาเหตุ, ระยะเวลาการรักษา, และผลดีที่จะได้จากการรักษา เพื่อที่ป่วยจะได้ใช้ยาที่ถูกต้อง เพื่อผลที่ได้จะได้รับผลลัพธ์ที่ดี การรักษาสิว1. โดยการทา (topical Therapy of Acne Vulgaris) ยาทารักษาสิวนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางได้แก่ Benzoyl Peroxide (BP), Retinoic Acid (RA) และพวก Antibiotic เช่น Clindamycin (CL) ซึ่งชื่อยาที่ได้กล่าวไปนั้น เป็นยาที่มีตามร้านขายยาทั่วไปและมักจะหาซื้อได้ง่าย แต่การใช้งานค่อนข้างมีผลกระทบคือการเกิดการระคายเคืองของผิว (สาวๆหนุ่มๆใน pantip ที่นิยมซื้อยาทารักษาเอง จะต้องรู้จักตัวเหล่านี้แน่นอนเพราะแนะนำกันต่อๆมา ไม่รู้ใครแนะนำคนแรกเหมือนกัน ซึ่งจริงๆแล้วตัวเจ้าของ blog เองไม่ขอแนะนำไม่ใช่เพราะมันจะไม่หายแต่เพราะมีตัวที่เค้าพัฒนาขึ้นมาแล้วให้ผลดีกว่าและการระคายเคืองน้อยกว่า)ซึ่งยารักษาสิวตัวใหม่ที่มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดการระคายเคืองที่น้อยลงได้แก่ Isotretinoin (ITN), Azelaic acid (AZA) ซึ่งเหมาะที่จะรักษา สิวคอมมิโดนและสิวชนิดอักเสบ Glycolic acid ช่วยสลายคอมมิโดนและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังที่รอยโรคเดี๋ยวในหัวข้อต่อไปจะมาบอกถึงยาที่ได้รับการพัฒนาแล้วมันให้ผลการทำงานจากการวิจัยดีกว่ายารุ่นเก่าขนาดไหนในปริมาณที่เทียบเท่ากัน2. โดยการรับประทาน (Oral Therapy of Acne Vulgaris) แบ่งออกเป็น 3 พวกด้วยกันคือ2.1) Antibiotic ยาจำพวกนี้สามารถที่จะรักษาสิวอักเสบปานกลางได้ผลดี แต่ไม่เพียงพอไปลดจำนวนเชื้อ P.acnes ลง แต่สามารถลดกรดไขมันอิสระได้ อีกทั้งยังสามารถไปยับยั้งการหลั่ง Enzymes หลายชนิด ตลอดไปจนยังไปต้าน Chemotaxis, Lymphocyte Function ได้2.2) Isotretinoin (ITN) เป็น 13-cis-Retinoic acid หรือที่เป็นที่นิยมเรียกกันว่า roaccutane, acnotin ซึ่งล้วนเป็นชื่อทางการค้าของ ITN ทั้งสิ้น เดี๋ยวนี้ใครเป็นสิวนิดหน่อยก็ต้องขอหมอหรือผู้รักษาเรื่อยไปว่าอยากทาน หนำซ้ำบางครั้งหมอไม่จ่ายก็ดิ้นรนหาซื้อเองเพื่อจะนำมารับประทาน จริงๆแล้วเรียกว่าอันตรายมากทีเดียวเพราะตัวนี้ใช้เฉพาะการรักษาสิวอักเสบรุนแรงและสิวชนิดที่ยากต่อการรักษา แน่นอนด้วยความแรงของมันทำให้ผลการรักษาย่อมเหนือกว่ายาอื่นทุกตัวแต่อย่างที่บอกไป คือมันใช้รักษาสิวชนิดอักเสบรุนแรงและสิวที่ยากต่อการรักษาเพราะดังนั้นถ้าหากเป็นนิดๆหน่อยๆแล้วใช้ยาตัวนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มกับที่เสียดูจากคำเตือนที่ค่อนข้างมาก (บางคนว่าชั้นยังไม่แก่ กินไปก่อนขอสวยก่อน หารู้ไม่ว่าสวยแต่อยู่ได้ไม่นานเท่าไร)2.3) การใช้ Hormonal Preparation ก็ได้แก่พวกการรับประทาน ออร์โมนต่างๆ พวกนี้การออกฤทธิ์นั้นจะไปลดการหลั่งซีบุ่มให้น้อยลง แต่อาจมีอาการข้างเคียงคือมีรอบประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ มีอาการบวมน้ำหรือการเกิดฝ้าได้ง่ายการรักษาสิวนั้น หลายคนมองว่า ทำไมรักษาสิวมาตั้งหลายอาทิตย์ ยังไม่หาย คำว่าหลายอาทิตย์นี้ ส่วนมากที่เห็นจะไม่มีใครอดทนได้ถึงเดือนกันซักเท่าไร จริงๆแล้วยาที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นการทา หรือ การกิน นั้นต่างก็ต้องใช้ช่วงระยะเวลาที่จะทำให้การรักษาหายไม่กลับมาเป็นอีก หรือถ้าเป็นก็น้อย ดังนั้นแล้วหากจะรักษากันจริงๆเรื่องของสิวก็ต้องให้เวลา ไม่ใช่จะหายทันใจเหมือนเสกมา ซึ่งแพทย์ที่ทำการรักษาต้องพยายามอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเวลาการรักษา แต่ตามปกติแล้วอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้ป่วยจะหยุดการรักษาเองซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าเป็นการไม่หายขาด พอเป็นใหม่ก็โทษแพทย์ผู้รักษาว่ารักษาทำไมไม่หายขาด (ก็จะหายขาดได้อย่างไรเมื่อผู้ป่วยไม่มาให้ครบ) แต่ก็ว่าไม่ได้อีก เพราะว่าในบางที่ก็เก็บค่าบริการรักษาที่แพงเหลือหลาย ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยย่อมมองว่าหายแล้วจะไปรักษาอีกทำไม อนิจจังวนกันไป...วนกันมา...อีกเรื่องที่อยากจะพูดเหลือเกิน นั่นก็คือผู้ป่วยที่เป็นสิวนั้นเมื่อเห็นมีสิวขึ้นไม่ว่าที่บริเวณไหนก็แล้วแต่มักจะไปหาซื้อยามารักษาเองตามร้านขายยา ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ผิด หากผู้ป่วยสามารถที่จะแยกโรคของสิวออกว่าผู้ป่วยเป็นโรคของสิวแบบไหน แล้วทำการเลือกซื้อยาและโดสที่เหมาะสมกับการรักษา ก็จะทำให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ ซึ่งมันก็เป็นความฝัน...เพราะในความเป็นจริงๆแล้วผู้ป่วยมักจะคิดว่า เป็นสิวก็คือสามารถใช้ยารักษาสิวตัวใดก็ได้รักษา ซึ่งย่อมส่งผลให้ รักษาเท่าไรก็ไม่หายซักที เดี๋ยวดีอยู่พักก็กลับมาหนัก บางรายก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ก็จะให้พูดว่าอย่างไรได้ เหมือนกับว่า เราผมยุ่งแทนที่จะหาหวีมาหวี กับเอาไดร์มาเป่า มันก็จะเรียบซักวันล่ะผมน่ะ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นสิวขึ้นมา 1 เม็ดต้องรีบแจ้นไปหาแพทย์ (ซึ่งก็เป็นหนทางที่ดี แต่อาจจะแพง) หากแต่ต้องพิจารณาดูกันหน่อย ว่าที่ขึ้นมาน่ะเป็นประเภทไหน ยาตัวไหนที่มีผลต่อโรคนั้นๆ อีกอย่างการพบแพทย์นั้นเดี๋ยวนี้เห็นไปพบแพทย์ตามคลีนิค นั่งรอกันน๊านนาน ยังไม่ทันเท่าไรไปพบแพทย์ไม่ถึง 1 นาทีก็ออกมาเอายาไปทา บางรายก็เอากินบ้าง ที่เขียนไม่ได้อยากจะว่าแพทย์ลักษณะแบบเชิงพาณิชย์แบบนี้ซักเท่าไร (เพราะเงินก็ไม่เข้าใครออกใคร) แต่ผลการรักษาก็คงนานกว่าจะหาย บางคนที่เป็นโรคสิวแบบพื้นๆที่ยาตั้วนั้นๆสูตรๆนั้น สามารถส่งผลต่อโรคได้ ก็ดีไปคือ หาย แต่ก็นั่นล่ะ หากไม่ตรงก็หากันไปเถอะ หากันให้ตายก็ไม่หายซะที เพราะดังนั้นแล้วโรคสิวให้ดีในกรณีที่เป็นหรือพบมาก ควรมีการตรวจอย่างละเอียดหน่อยว่าเป็นโรคสิวชนิดใด และอย่างเดียวหรือเปล่า ซึ่งนั่นหมายถึงการนำมาสู่การรักษาที่ถูกต้อง ได้ผล แลพประหยัดเวลากับค่าใช้จ่าย ด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น